CFP

CFP คืออะไร?

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) คือ การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง กระบวนการผลิต การจัดจำหน่าย การใช้งาน จนกระทั่งการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน โดยวัดปริมาณออกมาในรูปของน้ำหนักเทียบเท่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ขั้นตอนการขอรับรอง CFP

การขอรับรอง CFP ในประเทศไทยจะดำเนินการผ่าน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) โดยมี 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

1. การเตรียมความพร้อมและตั้งทีมงาน

ศึกษาหลักเกณฑ์: ศึกษาข้อกำหนดและแนวทางการประเมิน CFP และระเบียบวิธีรับรอง (PCR: Product Category Rules) ที่สอดคล้องกับประเภทผลิตภัณฑ์ของเรา
จัดตั้งทีมงาน: มอบหมายทีมงานภายใน (หรือที่ปรึกษา) เพื่อทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและคำนวณ

2. การเก็บข้อมูลและคำนวณ (Data Collection & Calculation)

กำหนดขอบเขต (Scope): เลือกว่าจะประเมินแบบ B2B (Business-to-Business: ตั้งแต่ต้นน้ำถึงส้ินสุดกระบวนการผลิต) หรือ B2C (Business-to-Consumer: ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการกำจัดซาก)
รวบรวมข้อมูลดิบ (Activity Data): เก็บข้อมูลย้อนหลัง 1 ปี เช่น ปริมาณวัตถุดิบ, พลังงานไฟฟ้า, น้ำมันเชื้อเพลิง, ปริมาณของเสีย และระยะทางการขนส่ง
คำนวณค่าคาร์บอน: นำข้อมูลดิบมาคูณกับค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) และจัดทำรายงานผลการคำนวณ CFP

3. การทวนสอบโดยหน่วยงานภายนอก (Verification)

เลือกผู้ประเมินภายนอก (VVB): ติดต่อหน่วยงานทวนสอบที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. เพื่อเข้าทำการตรวจประเมินความถูกต้องของข้อมูลและเอกสารคำนวณ (ทั้งการตรวจเอกสารและการตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ)
แก้ไขข้อบกพร่อง: หากผู้ทวนสอบพบจุดที่ต้องแก้ไข (CAR) ทีมงานดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยเพื่อให้ออกรายงานการทวนสอบ

4. การยื่นขอขึ้นทะเบียนกับ อบก. (Registration)

ยื่นเอกสาร: ส่งรายงาน CFP และรายงานการทวนสอบผ่านระบบออนไลน์ของ อบก.
การพิจารณา: เอกสารจะถูกนำเข้าคณะอนุกรรมการพิจารณาด้านเทคนิคและคณะกรรมการ อบก. เพื่ออนุมัติ
รับใบประกาศและเครื่องหมาย: เมื่อผ่านการอนุมัติ จะได้รับสิทธิ์ในการใช้เครื่องหมายสัญลักษณ์ CFP บนบรรจุภัณฑ์หรือสื่อประชาสัมพันธ์ (ใบรับรองมีอายุ 3 ปี)

ประโยชน์ของการทำ CFP

ตอบโจทย์คู่ค้า: เพิ่มโอกาสทางการค้าในตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีมาตรการทางภาษีและสิ่งแวดล้อมเข้มงวด
ลดต้นทุนพลังงาน: การเก็บข้อมูลอย่างละเอียดทำให้เห็น “จุดสิ้นเปลือง” ในกระบวนการผลิต และสามารถนำไปวางแผนลดค่าไฟ/ค่าน้ำมันได้จริง
ยกระดับภาพลักษณ์: สะท้อนถึงการเป็นองค์กรที่โปร่งใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG)